ผู้บริจาคน้ำนมแม่ในไทยมีไหม เปิดคำตอบเรื่อง Human Milk Bank ที่พ่อแม่ควรรู้

4

เวลาพูดถึงการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ หลายคนมักนึกถึงภาพแม่ให้นมลูกโดยตรง แต่ในความเป็นจริงมีทารกจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะเด็กคลอดก่อนกำหนดหรือเด็กป่วย ที่อาจไม่ได้รับนมจากแม่ตัวเองเพียงพอ คำถามจึงตามมาว่า ถ้าอยากบริจาคน้ำนม หรืออยากขอรับน้ำนมอย่างปลอดภัย Human Milk Bank ไทย มีจริงไหม และทำงานอย่างไร

ผู้บริจาคน้ำนมแม่ในไทยมีไหม เปิดคำตอบเรื่อง Human Milk Bank ที่พ่อแม่ควรรู้

คำตอบสั้น ๆ คือ มีแนวคิดและมีการดำเนินงานในไทยอยู่จริง แต่ยังไม่ได้แพร่หลายเหมือนบางประเทศ ระบบส่วนใหญ่ยังอยู่ในโรงพยาบาลหรือหน่วยงานเฉพาะทาง และเน้นช่วยทารกกลุ่มเสี่ยงมากกว่าการเปิดรับ-จ่ายแบบสาธารณะทั่วไป บทความนี้จะพาไล่เรียงตั้งแต่ความหมายของธนาคารนมแม่ ไปจนถึงข้อควรรู้หากคุณกำลังสนใจเป็นผู้บริจาค

Human Milk Bank คืออะไร และสำคัญแค่ไหน

Human Milk Bank หรือ “ธนาคารนมแม่” คือระบบรับบริจาคน้ำนมจากคุณแม่ที่มีน้ำนมเหลือ ผ่านขั้นตอนคัดกรองสุขภาพ ตรวจความปลอดภัย เก็บรักษา และส่งต่อให้ทารกที่จำเป็นต้องใช้นมแม่แต่ไม่สามารถได้รับจากแม่ตัวเองได้เพียงพอ

เหตุผลที่เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะสำหรับทารกแรกเกิด โดยเฉพาะกลุ่มน้ำหนักน้อยและคลอดก่อนกำหนด นมแม่ไม่ใช่แค่อาหาร แต่เป็นเหมือนเกราะป้องกันตามธรรมชาติ องค์การอนามัยโลก (WHO) สนับสนุนให้ทารกกินนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรก และในกรณีที่นมแม่ของตนเองไม่พอ donor human milk ถือเป็นทางเลือกที่มีความเหมาะสมกว่านมผงในหลายสถานการณ์ทางการแพทย์

มีข้อมูลจากงานทบทวนเชิงระบบหลายชิ้นว่า การใช้นมบริจาคในทารกคลอดก่อนกำหนด มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงของภาวะลำไส้อักเสบรุนแรงหรือ necrotizing enterocolitis เมื่อเทียบกับการใช้นมผสมเพียงอย่างเดียว แม้นมบริจาคอาจต้องผ่านการพาสเจอไรซ์จนสารบางชนิดลดลงบ้าง แต่ก็ยังมีประโยชน์ทางภูมิคุ้มกันที่โดดเด่นอยู่มาก

แล้วในไทยมีธนาคารนมแม่ไหม

ถ้าถามตรง ๆ ว่า “ในไทยมีไหม” คำตอบคือ มี แต่ยังจำกัด ปัจจุบันไทยมีการพูดถึงและพัฒนาแนวทางธนาคารนมแม่ในโรงพยาบาลบางแห่ง โดยเฉพาะโรงพยาบาลที่ดูแลทารกแรกเกิดวิกฤตหรือทารกคลอดก่อนกำหนด อย่างไรก็ตาม ระบบยังไม่ได้กระจายทั่วประเทศ และยังไม่ใช่บริการที่ทุกครอบครัวสามารถเข้าถึงได้ง่ายเหมือนการบริจาคเลือด

สิ่งที่หลายคนมักเข้าใจผิดคือ คิดว่าน้ำนมแม่บริจาคสามารถฝาก ซื้อขาย หรือแลกเปลี่ยนกันเองได้อย่างอิสระ แต่ในทางการแพทย์ การรับนมจากผู้อื่นโดยไม่มีระบบคัดกรองถือว่ามีความเสี่ยง ทั้งเรื่องการปนเปื้อน การเก็บรักษาไม่ถูกต้อง และการส่งผ่านโรคบางชนิด ดังนั้น “ธนาคารนมแม่” ที่ได้มาตรฐานจึงสำคัญมากกว่าการแชร์นมกันเองในโลกออนไลน์

ภาพรวมที่ควรรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ในไทย

  • มีการดำเนินงานในลักษณะโครงการหรือหน่วยงานเฉพาะทางในโรงพยาบาลบางแห่ง
  • กลุ่มผู้รับหลักมักเป็นทารกป่วย ทารกคลอดก่อนกำหนด หรือเด็กในหอผู้ป่วยทารกแรกเกิด
  • ขั้นตอนการบริจาคไม่ได้เปิดกว้างทุกกรณี ต้องผ่านการคัดกรองอย่างเข้มงวด
  • ยังไม่มีเครือข่ายธนาคารนมแม่ที่ครอบคลุมทั่วประเทศในระดับเดียวกับบางประเทศตะวันตก

ถ้าอยากเป็นผู้บริจาค ต้องผ่านอะไรบ้าง

ตรงนี้คือหัวใจของเรื่อง เพราะการบริจาคน้ำนมแม่ไม่ใช่แค่ “มีน้ำนมเหลือแล้วเอาไปให้ได้เลย” แต่ต้องผ่านกระบวนการที่ค่อนข้างละเอียดเพื่อปกป้องทั้งผู้รับและผู้บริจาคเอง

โดยทั่วไป โรงพยาบาลหรือธนาคารนมแม่จะพิจารณาจากประวัติสุขภาพ การใช้ยา พฤติกรรมเสี่ยง โรคประจำตัว และอาจมีการตรวจเลือดเพิ่มเติม เช่น โรคติดเชื้อบางชนิด จากนั้นจึงดูเรื่องวิธีปั๊มนม การเก็บน้ำนม ความสะอาดของอุปกรณ์ และระยะเวลาการแช่แข็ง

คุณสมบัติเบื้องต้นที่มักใช้พิจารณา

  • เป็นคุณแม่สุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคหรือปัจจัยเสี่ยงบางอย่าง
  • ไม่ได้ใช้ยาหรือสมุนไพรที่อาจส่งผลต่อน้ำนม
  • ไม่สูบบุหรี่ และหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์หรือสารเสพติด
  • มีน้ำนมเหลือจากความต้องการของลูกตัวเองจริง
  • สามารถปั๊ม เก็บ และขนส่งน้ำนมตามมาตรฐานความปลอดภัยได้

จุดนี้สำคัญมาก: ลูกของผู้บริจาคต้องมาก่อนเสมอ การบริจาคควรเกิดขึ้นเมื่อมั่นใจแล้วว่าทารกของตัวเองได้รับน้ำนมเพียงพอ ไม่ใช่กดดันตัวเองจนกลายเป็นภาระทางกายและใจ

ทำไมธนาคารนมแม่ถึงไม่เปิดรับทั่วไปเหมือนการบริจาคเลือด

คำถามนี้ดีมาก เพราะหลายคนสงสัยว่าทำไมเรื่องที่ดูมีประโยชน์ขนาดนี้ถึงยังไม่แพร่หลาย คำตอบคือมันมีต้นทุนและความละเอียดสูงมาก ตั้งแต่การคัดกรองผู้บริจาค การตรวจคุณภาพน้ำนม การพาสเจอไรซ์ การเก็บในอุณหภูมิที่เหมาะสม ไปจนถึงระบบติดตามย้อนกลับ

อีกด้านหนึ่ง น้ำนมแม่ยังเกี่ยวพันกับความเชื่อ วัฒนธรรม และความเข้าใจของครอบครัวไทย บางบ้านกังวลเรื่องความปลอดภัย บางบ้านยังไม่รู้ว่ามีนมบริจาคที่ผ่านมาตรฐานจริง ๆ อยู่แล้ว ทำให้ดีมานด์และซัพพลายยังไม่สมดุลนัก นี่จึงเป็นเหตุผลที่คำว่า Human Milk Bank ไทย ยังเป็นเรื่องที่คนค้นหาเยอะ แต่ข้อมูลกระจัดกระจาย

ถ้าสนใจบริจาคหรืออยากขอรับ ควรเริ่มอย่างไร

ทางที่ปลอดภัยที่สุดคือเริ่มจากโรงพยาบาลที่คุณฝากครรภ์ คลอด หรือพาลูกเข้ารับการรักษา โดยสอบถามแผนกกุมารเวช ทารกแรกเกิด หรือคลินิกนมแม่โดยตรง อย่าด่วนตัดสินใจรับน้ำนมจากแหล่งที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ แม้ผู้ให้จะมีเจตนาดีก็ตาม

แนวทางที่ควรทำเป็นลำดับ

  • สอบถามโรงพยาบาลว่ามีบริการธนาคารนมแม่หรือเครือข่ายที่เกี่ยวข้องหรือไม่
  • ปรึกษากุมารแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการให้นมแม่ก่อนเสมอ
  • หลีกเลี่ยงการซื้อขายน้ำนมจากแหล่งออนไลน์ที่ไม่มีระบบคัดกรอง
  • หากอยากบริจาค ให้เตรียมข้อมูลสุขภาพและประวัติการใช้ยาของตนเองไว้ล่วงหน้า

ในมุมของอนาคต ไทยมีโอกาสพัฒนาระบบนี้ได้อีกมาก โดยเฉพาะเมื่อความรู้เรื่องทารกคลอดก่อนกำหนดและการดูแลแบบเฉพาะทางเริ่มได้รับความสนใจมากขึ้น หากมีโครงสร้างที่ชัดเจนขึ้น คนที่อยากช่วยก็จะช่วยได้อย่างปลอดภัย และคนที่จำเป็นต้องใช้ก็จะเข้าถึงได้มากกว่าเดิม

สรุป: มี แต่ยังไม่ใช่เรื่องที่เข้าถึงง่ายสำหรับทุกคน

ถ้าจะสรุปให้ชัดที่สุด ผู้บริจาคน้ำนมแม่และระบบธนาคารนมแม่ในไทย มีอยู่จริง แต่ยังอยู่ในวงจำกัดและเน้นใช้ในทางการแพทย์เป็นหลัก โดยเฉพาะกับทารกที่เปราะบางที่สุด เพราะฉะนั้น หากคุณกำลังตามหาข้อมูลเรื่อง Human Milk Bank ไทย สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่รู้ว่ามีหรือไม่มี แต่ต้องรู้ด้วยว่า ควรเข้าถึงผ่านช่องทางที่ปลอดภัยและได้มาตรฐานเท่านั้น

สุดท้าย เรื่องนี้ชวนให้คิดต่อเหมือนกันว่า ในวันที่สังคมพูดเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่มากขึ้น เราพร้อมหรือยังที่จะทำให้ “การแบ่งปันน้ำนม” กลายเป็นระบบสาธารณสุขที่เข้าถึงได้ ปลอดภัย และช่วยชีวิตเด็กได้จริง ไม่ใช่แค่ความตั้งใจดีที่ยังไปไม่สุด